บันเทิงธรรม
อื่นๆ
สมาชิก
| ป้าบัวเเม่พระของหมา ศรัทธาของเพื่อนร่วมโลก |
|
|
|
|
นั้นหลายคนคงเชื่อในคำพูดนี้ จึงสรรหาหนทางเพื่อนำมาซึ่งเพื่อนแสนดี 4 ขา ในเวลาที่ยังอยู่ในช่วงขวบปีแห่งความเยาว์วัย ก็ดูน่ารักเหมือนตุ๊กตาที่มีชีวิตอยู่จริง น่าทะนุถนอม แต่กาลเวลาก็ไม่สามารถทำให้ให้ความน่ารักนั้นคงอยู่ได้ตลอด บางคนเลือกที่จะทอดทิ้งเพื่อที่แสนดีไว้ อย่างไร้เยื่อใยหรือด้วยความจำเป็นบางประการ เหมือนของเล่นที่ความเบื่อหน่ายเป็นเครื่องชี้วัดถึงชะตาแห่งชีวิต แต่กับผู้หญิงคนหนึ่ง ยอมละทิ้งทุกอย่างเพื่อคงไว้ซึ่งมิตรภาพ ศรัทธา และความซื่อสัตย์ต่อเพื่อนพ้องร่วมโลกต่างสายพันธุ์ คลิบวิดีโอ ช่วงที่ 1
คลิบวิดีโอ ช่วงที่ 2
คลิบวิดีโอ ช่วงที่ 3
ปากซอยพหลโยธิน 71 อาจจะดูไม่แตกต่างกับตรอกซอกซอยสู่หมู่บ้านทั่วไปในเมืองหลวง แต่เมื่อก้าวเท้าย่างไปถึง ภาพแรกที่ได้เห็นอาจจะดูแตกต่างจากที่อื่นตรงที่ จะพบเห็นสุนัขจำนวนมากมายเดินวนเวียนไปมาอย่างขวักไขว่ ราวกับเป็นฟาร์มสนุขที่มีคนเลี้ยงไว้ แต่จะต่างกันที่ตรงสุนัขเหล่านี้บ้างก็พิการ บ้างก็แก่เฒ่า และมีชีวิตที่เคยจรจัด ทุกชีวิตมีหนึ่งสิ่งที่เหมือนกันคือ มีเจ้านายผู้รักและเอ็นดูราวกับเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน
"บางตัวมันอดอยากถึงขั้นต้องเอาจอกแหนในน้ำให้ลูกกินเพื่อประทังชีวิต สงสารก็เลยเริ่มเลี้ยงดูกันมา กว่าจะใช้เวลาให้คุ้นเคยกันได้ หมา ก็ออกลูกมาร่วมๆ 200 ตัวแล้ว แต่ปัจจุบันเหลือประมาณ 70-80 ตัวแก่ตายไปบ้างเพราะป่วยตายจากโรคหัด กว่าจะทำหมันได้ป้าก็แทบจะหมดเนื้อหมดตัวเพราะไม่มีรายได้”
ในปัจจุบันป้าบัวไม่มีอาชีพอะไร ครั้งหนึ่งกว่า 20 ปีก่อนเคยมีบ้านในละแวกดินแดง ก็ขายบ้านไป ได้เงินมา 2 ล้าน มาซื้อทาวเฮ้าส์อยู่ หลังละ 1 ล้าน 3 แสน ที่เหลือก็หมดไปกับสุนัขแทบทั้งสิ้น จนต้องเป็นหนี้สินจากการต้องหยิบยืมเงินเพื่อนำไปซื้อข้าวให้สุนัขในบางเดือน ข้าวสารในการเลี้ยงดูสุนัขก็อาศัยจากผู้ใจบุญนำมาบริจาคให้ อาจจะพอบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่พอก็ต้องหาเงินซื้อเพื่อไม่ให้สุนัขต้องหิวโซ
“สามีเขาไม่เข้าใจก็ทิ้งเราไปเลิกราไป เขาห้ามเรา แต่เราเห็นแล้วทำใจไม่ได้ ส่วนลูกๆไม่ว่าอะไรเขารักสัตว์ แต่เขาก็มีครอบครัวของเขาไม่ได้มาเลี้ยง เพื่อนบ้านก็มีทั้งเข้าใจและไม่เข้าใจบางคนก็ต่อว่า ว่าสร้างความเดือดร้อนรำคาญ บางคนใจดีก็เอาข้าวที่เหลือมาให้บ้าง หรือให้เงินบ้าง แต่ละเดือนค่าใช้จ่ายแต่ละเดือน ก็หมดไปกับข้าวสารเป็นส่วนมาก เดือนละ 200 กิโล อาหารก็เป็นโครงไก่ เมื่อก่อนไม่แพงมาก แต่เดี๋ยวนี้ค่าโครงไก่ 10 กิโลต่อวันก็ 300 บาท ก็จะมีพวกยากันยุงจุดกันวันละ 40 ขดอีกเพราะกลางคืนยุงเยอะ กว่าจะได้นอนก็เที่ยงคืนรอจุดยากันยุงให้ หมามันนอนไม่ได้เลย จะเอา ก.ย.ทาหมามันก็อยู่ไม่ได้สงสารมัน ก็อดนอนมาจุดให้กลางคืนก็ต้องไปลากหมามานอน เดี๋ยวมันไปกวนใจคนอื่นก็โดนยาเบื่อไปบ้าง มันไม่ได้มีเจตนาไม่ดีก็เห่าตามประสาหมา”
ไม่ได้มีเพียงแต่สุนัขในบริเวณที่พักอาศัยเท่านั้น ป้าบัวยังต้องนำอาหารไปให้สุนัขจรจัดในซอยใกล้เคียงอีก 2 ซอย กว่าจะกลับมาก็ สี่ทุ่ม เพราะสุนัขคนละฝูงจะอยู่ร่วมกันไม่ได้ ในตอนแรกก็ต้องปั่นจักรยานไปเอง แต่ในตอนหลังก็ได้เพื่อนบ้านที่เราเรียกว่าน้าขาวคอยขับรถพาไปส่งรวมถึงพาไปซื้ออาหารใน วันที่หยุดงาน โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน ในเวลาที่ขาดแคลนก็ยังควักเงินช่วยตามแต่กำลังจะทำได้ รวมถึงเพื่อบ้านที่ชื่อคุณกฤษณะพงศ์ ที่ทำเวปไซต์ให้โดยไม่ได้คิดค่าตอบแทน http://www.paboua.org/index.html รวมทั้งยามที่คอยช่วยเหลือ
“กรมปศุสัตว์ก็เคยเอายามาให้เอายาฉีดยามาให้บ้าง ตอนนี้ก็ได้ สส. ในพื้นที่ดอนเมืองส่งหมอมาฉีดยาให้ ในช่วงรัฐบาลทักษิณนั้นก็มีส่งหมอมาช่วยฉีดให้ ก็แบ่งเบาภาระไปได้บ้าง
จะเลี้ยงจะดูแลกันไปจนกว่าจะตายจากกันไปหมดไม่รู้จะทิ้งอย่างไร ทั้งรักทั้งสงสาร บางทีคนมาขอไปเลี้ยงป้าก็ไม่อยากให้ เอ็นดูมัน ผูกพันธุ์กันมา กลัวมันตรอมใจตายเพราะคิดถึงเจ้าของ บางตัว 14-15 ปีก็ยังไม่ตายเลยตาบอดไปแล้ว ก็ยังเลี้ยงดูกันไป บางเดือนข้าวสารไม่พอ เจ้าของตลาดยิ่งเจริญชื่อ คุณทิพย์ ก็ให้มา แต่ป้าไม่เคยเจอ เคยโทรไปขอบคุณเขาที่มีน้ำใจช่วยเหลือ บางช่วงต้องไปกู้เงินเพื่อน บางทีไม่พอ น้าขาวก็ไปกู้เงินมาช่วยด้วย เขาก็สงสาร มันจวนตัว ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร”
เมื่อต้นปี 2551 ที่ผ่านมาป้าบัวต้องสูญเสียสุนัขที่รัก กว่า 20 ตัวจากโรคหัดสุนัข ก็ต้องปล่อยให้ตายไปเพราะไม่มีเงินค่ายารักษาพร้อมทั้งไม่มีเงินพาไปฉีดวัคซีนป้องกัน ก็ต้องเสี่ยงดวงไป บางตัวรอดมาก็สติไม่ดีไป คนส่วนหนึ่งอาจจะมองเป็นเรื่องเล็ก แต่นับเป็นความสูญที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับป้าบัว
“บางคนมาถามว่าป้าเลี้ยงไปทำไม ได้อะไร ป้าตอบไม่ถูก ก็รู้แค่ว่าได้ให้ชีวิตเขา แค่นั้นเอง ถ้าคนถามไม่มีเมตตาต่อสัตว์ป้าตอบไม่ได้หรอกเพราะมันไม่ได้อะไร อย่าถามป้าเลย เป็นความสุข”
ในแต่ละวันของป้าบัวและเพื่อนบ้านต้องเดินไม่ต่ำกว่า 10 กิโลเพื่อเอาข้าวให้สุนัขบ้าง ดูแลสถานที่บ้าง ทุกอย่างที่จิปาถะเกี่ยวกับสุนัข สิ่งหนึ่งที่เราได้เห็นคือเศษข้าวเศษอาหารที่เหลือๆ ก็จะกลายเป็นอาหารของนก ของตัวเงินตัวทอง ที่อยู่ในบึงน้ำละแวกนั้น เรียกได้ว่าเป็นแม่พระของสัตว์ร่วมโลกอย่างแท้จริง
“คนที่อยากเลี้ยงสัตว์ ถ้าไม่รักอยากเลี้ยงจริงๆ จะดูแลกันไปได้ทั้งชีวิตก็อย่าเลี้ยงเลย เป็นภาระของคนอื่น ทุกชีวิตมีคุณค่าต้องการความรักความเมตตาทั้งนั้น อยากให้รักจริงๆเลี้ยงเขาจนจะไม่อยู่กับเรา ถ้าป้ายังอยู่ตรงนี้ก็คงจะตัดใจจากกันไปไม่ได้ ถ้าเราลองไม่ให้ข้าว มันก็จะนั่งรอเราไม่ยอมไปไหน มันก็หิวด้วย แต่ความจริงแล้วมันรอที่จะได้เจอกับเจ้าของมันมากกว่า
คนที่ทำบุญก็ลดลงเศรษฐกิจมันไม่ค่อยดี เขาก็ต้องตัดภาระค่าใช้จ่าย แต่ละเดือนทั้งค่าแก้ส ค่าข้าว ค่าโครงไก่ ทุกๆอย่างก็ประมาณ 15,000 ได้ ก็ได้จากคนที่เค้ามีจิตศรัทธาบริจาค พอบ้างไม่พอบ้าง หาเก็บฟืนตามป่าบ้าง เศษไม้ที่คนทิ้งๆบ้าง ก็ต้องดิ้นรนกันไป ดูแลกันต่อไปจนกว่าจะตายจากกันไป”
ชีวิตทุกชีวิตที่เกิดมาบนโลกนั้นเลือกที่จะเกิดไม่ได้ไม่ว่าคนหรือสัตว์ บางทีแล้วทุกชีวิตอาจจะไม่ได้เกิดมาเพื่อที่จะอยู่อย่างโดดเดี่ยว ดำรงชีวิต และตายจากไป เหตุผลที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น อาจจะเป็นการเกิดมาเพื่อช่วยเหลือ เกื้อกูล ดูและซึ่งกันและกัน จนกว่าจะจากกันไป มนุษย์ที่เรียกได้ว่าเป็นสัตว์ประเสริฐนั้น ควรต้องเสียสละ และซื่อสัตย์ต่อกันให้มากกว่า คำพูดสุดท้ายของป้าบัวที่พูดไว้ก่อนที่จะจากมาที่ว่า “การมีเพื่อนเป็นสุนัข ก็ยังดีเสียกว่ามีเพื่อนใจสุนัข” คงจะไม่เกินไปนักสำหรับสังคมเราทุกวันนี้....
สำหรับท่านที่สนใจทำบุญให้สุนัขจรจัดเเละเเบ่งเบาภาระป้าบัว สามารถไปหาป้าบัวได้ที่ http://www.paboua.org/index.html 56/1 หมู่บ้านเจษฎา 1 ( ซอยผักบุ้งลอยฟ้า กม. 25 ) ถนนพหลโยธิน หรือบริจาคผ่านบัญชี
ขอขอบคุณ สำหรับบทความที่มีคุณค่ายิ่ง จาก http://www.thaicenternews.com/ |



ในขณะที่อารยะธรรมแห่งความเจริญรุ่งเรืองและความสะดวกสบายได้แผ่คลุมวิถีชีวิตของมนุษย์ สิ่งหนึ่งที่ผกผันลดน้อยถอยลงอย่างเห็นได้ชัดคือ ความซื่อสัตย์ต่อกันและกันของคนในสังคม แต่หากจะกล่าวถึงคำพูดที่เคยมีคนเคยกล่าวว่า “สุนัขเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์” 













