บันเทิงธรรม
อื่นๆ
สมาชิก
| คนเพี้ยนแห่งบางกรวย ในวันที่ธรรมะอยู่ในหัวใจ |
|
|
|
|
กลับสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างเรียบง่ายและมีความสุขกับวิถีชีวิตตาม อัตถภาพ โดยใช้ธรรมะและการคิดดีทำดีเป็นเครื่องชี้ทางแห่งความสุข แม้จะถูกมองจากสายตาภายนอกคนรอบข้างว่าเป็นเพียงคนเพี้ยนหรือคนบ้า แต่ก็ไม่ทำให้ความสุขที่แท้จริงแห่งชีวิตตามแบบฉบับที่ไม่เหมือนใครของ “คนเพี้ยนเข็นหมาแห่งบางกรวย”ลดน้อยถอยลงได้เลยแม้แต่น้อย คลิบวิดีโอ ช่วงที่ 2 คลิบวิดีโอ ช่วงที่ 3
![]() วัฒนาได้เล่าถึงประวัติโดยคร่าวว่า ในปัจจุบันทำงานเฝ้ายามให้กับโกดังเก็บผ้าแห่งหนึ่ง โดยพักอาศัยอยู่ในบริเวณที่ดินของนายจ้างคนเก่า และภาพอันเจนตาของคนละแวกบางกรวยที่ได้เห็นคือชายร่างเล็กที่เดินเข็นรถเข็นไม้เก่าๆ พร้อมฝูงสุนัขรายรอบตัวตลอดเวลา คำถามอาจจะเกิดขึ้นในใจของใครหลายคนว่าเรื่องราวทั้งหมดมีที่มาที่ไปอย่างไร
“เวลาไปไหนมาไหนก็จะเข็นรถเข็นไปพร้อมๆกับสุนัขตลอดเพราะเป็นห่วงกลัวว่าจะอยู่อย่างไร หรือจะมีคนวางยาเบื่อ ในตอนแรกก็ไม่ได้เลี้ยง แต่มีแม่สุนัขมาคลอดลูกไว้ ในตอนแรกไม่สนใจ เพราะทำงานเดี๋ยวจะถูกว่า แต่ทำใจไม่ได้เพราะแม่มันตายไปแล้วลูกก็ยังเล็กอยู่มาก เลยนำมาเลี้ยง”
แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นในเวลาต่อมาเนื่องจากการต้องทำงานไปด้วยจึงไม่มีเวลาดูแลสุนัข ฝูงเล็กที่รักและเอื้ออาทรกันแบบที่ทิ้งกันไม่ได้ เมื่อลูกสุนัขบางตัว ไปกัดกระดาษเถ้าแก่นายจ้าง ก็ต้องทำงานชดใช้หนี้ทุกเดือน แม้ตนจะไม่ได้ก่อ แต่ก็ไม่เคยคิดโทษสุนัขที่ยังไม่รู้เรื่องราวอะไร โดยยอมแบกภาระแม้จะมีรายได้เพียงน้อยนิด จนถูกขอให้นำสุนัขไปทิ้งแต่ก็ยืนยันที่ยังจะเลี้ยงดูต่อ และถึงขั้นถูกตราหน้าว่าตัวเองยังเลี้ยงไม่รอด จะเลี้ยงดูสุนัขได้อย่างไร
“รายได้ในตอนที่ตกงานอยู่นั้นมาจากการเก็บของเก่าขาย ถ้ามีคนให้ก็พอจะได้ แต่ถ้าไม่มีคนให้ก็รายได้ไม่ถึง 10 บาทต่อวัน เพราะไม่ได้เก็บทั้งวัน เก็บเอาข้างทางระหว่างเข็นรถพาสุนัขมาขอข้าวที่วัด ในตอนนี้ก็มีคนเมตตาใจดีให้ที่เล็กๆได้สร้างที่ซุกหัวนอนเพราะกำลังจะโดนไล่จาก เจ้าของที่คนเก่าแล้ว
ในตอนที่ต้องออกจากงานเก่านั้น เจ้านายเก่าขอให้ไปอาบน้ำล้างตัวให้สุนัขที่เป็นขี้เรื้อน ลุงก็ไปอาบให้ไม่ได้รังเกียจอะไร สงสารสุนัขมันแก่แล้ว ก็จะหายาไปใส่ให้มัน ก็ไม่ได้ใส่ถุงมืออะไรเพราะมือเราสกปรกมันล้างได้ แต่ทำแล้วสุนัขสบายขึ้นมันก็ดีใจ”
คำพูดซื่อๆที่เปี่ยมด้วยจิตแห่งความเมตตา สื่อออกมาได้อย่างมีความสุขในทุกครั้งที่กล่าวถึงเพื่อนร่วมโลกเหล่านั้น
“บางทีมีคนให้เงินบ้างค่าอาหารสุนัขทีละ 100 บ้างก็มี บางคนซื้อโครงไก่บดให้ 40 บาทปะจำบ้างก็มี แต่ข้าวก็มาอาศัยที่วัด.... ลุงก็ต้องผสมคลุกเค้าให้สุนัขกิน เดี๋ยวจะเลือกกินแต่กับข้าว กลัวสุนัขจะไม่อิ่ม แต่ในมื้อเช้าก็ต้องรับผิดชอบหาข้าวให้สุนัขเอง เคยเข็นรถเข็นไปไกลสุดถึงเมืองทองธานี เพื่อไปงาน 60 ปีครองราชย์ในหลวง เข็นไปตามถนนใหญ่ วันแรกเข็นรถไปแต่รถติดก็ไปไม่ได้ไปได้ครึ่งทางก็ต้องเข็นกลับ ขณะเข็นกลับมีคนขับรถเก๋งมาจอดแล้วใส่เงินให้ 500 บาท ทั้งๆที่ไม่รู้จักกัน แล้วเขาวนรถกลับมาอีกรอบเอาถุงกับข้าวมาให้อีก เค้ามีจิตเมตตาต่อสุนัข เราดีใจแต่ไม่ใช่ที่ได้เงินจากเขา แต่ความที่เขามีจิตเมตตานั้น มันมีค่ามากมายมหาศาลกว่าเงินจะซื้อหากันได้”
เมื่อกล่าวมาถึงช่วงนี้วัฒนาถึงกับสะดุดและน้ำตาคลอเมื่อนึกถึงความมีจิตใจดีของ เพื่อนมนุษย์ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งในทุกวันนี้
วัฒนามักจะเข็นรถเข็นพร้อมสุนัขไปฟังธรรมะ นั่งสมาธิในวัดละแวกสนามหลวงอยู่อย่างสม่ำเสมอ แต่การเข็นรถไปพร้อมๆกับเพื่อคู่กายฝูงหนึ่งนั้น ย่อมมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้บ้าง ระหว่างที่เดินทางกลับ ได้บอกให้สุนัขรอบนสะพานรถไฟที่คิดว่าไม่น่าจะมีรถไฟมาในเวลานั้น ด้วยความเป็นห่วงว่าสุนัขเพื่อนคู่กายจะถูกอีกฝูงก่อกวนจึงจะอุ้มสุนัขไว้ในรถเข็น แต่สิ่งที่ไม่คาดฝันคือรถไฟมา 2 ขบวน
“วันนั้นเราเรียกมันก็ไม่วิ่งมา มันไม่สบาย โดนรถไฟเฉี่ยวเราตามหาคิดว่ามันตายแล้วหาซากยังไม่เจอ แต่สุนัขอีกตัวก็ไปเจอปรากฏว่าสลบอยู่ก็อุ้มพาไปส่งโรงพยาบาล คนใจดีพาส่งไปด้วยมอเตอร์ไซค์ ก็เลยเอารถเข็นมาพามันกลับบ้าน ก็รักษากันจนหาย ดวงมันคงแข็ง”
ในตอนที่สุนัขตัวโปรดตายไป วัฒนาบอกว่า สุนัขไม่มีแรงแล้วเรียกก็เดินไม่ได้ ทั้งๆที่สุนัขเชื่อฟังมาโดยตลอด เเต่การติดเชื้อในกระแสเลือด สุดท้ายโรคร้ายก็พรากเพื่อนต่างสายพันธุ์ไป
“เอาธรรมะในจิตใจสงบไว้ คิดแต่เพียงว่าสังขารมันไม่เที่ยงวันหนึ่งก็ต้องพรากจากกันไป ในตอนที่มันตาย ด้วยความรักจึงขอให้พระสวดบังสกุลให้ ด้วยความกลัวมันเน่าเลยเอาน้ำแข็งประคบไว้ในช่วงที่ยังไม่ได้ฝัง เพราะต้องไปดายหญ้า หาซื้อจอบมาขุด จาก 6 โมงเย็นถึงเที่ยงคืนเพราะอยากให้มันอยู่สบายๆในวาระสุดท้าย บางคนก็เลยมองว่าลุงเพี้ยน แต่เราทำด้วยจิตปรารถนาดีเป็นการแสดงความรักครั้งสุดท้าย อดกลั้นความรู้สึกไว้ ไม่ร้องให้ มันเป็นอนิจจัง ก็ยังเอาข้าวไปให้ที่หลุดมันอยู่เรื่อยๆหลายคนก็ต่อว่าบ้างดูถูกบ้าง ว่าทำอะไร ทำไมต้องมาเข็นหมาให้มันเดือดร้อนคนอื่นเขา ก็อดทนอดกลั้นไว้ ไม่โต้ตอบ ลุงเลี้ยงมันคิดว่านี่คือชีวิตหนึ่ง เลี้ยงให้มันดี เราก็ได้ความสุข ด้วยจิตที่ดีต่อกัน ขณะที่มนุษย์บางคนซึ่งชื่อว่าเป็นสัตว์ประเสริฐยังมีความไม่ดีแทรกซ้อนอยู่”
นิยามความรักของวัฒนานั้นเป็นคำพูดเล็กๆแต่ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะหาคำเปรียบเทียบได้
“สำหรับลุงนั้น ถ้าเรารักด้วยความบริสุทธิ์ใจ โดยไม่มีสิ่งแอบแฝงซ่อนเร้น ไม่มีการพลิกแพลงแล้ว มันจะเป็นรักที่ยั่งยืน เพราะรักนั้นไม่หวังสิ่งตอบแทน และคือความรักที่บริสุทธิ์ ชีวิตทุกชีวิตมีคุณค่า สิ่งที่ได้กลับมาคือความสุข ความสุขอาจจะไม่ได้หมายถึงมีรถ มี บ้าน มีภรรยาสวยๆ นั่นเป็นสุขที่ฉาบฉวยไม่มั่นคงไม่แน่นอน ธรรมะของพระพุทธองค์ให้รู้จักผ่อนปรน รู้จักเสียสละ รู้จักให้ รู้สติปัญญา จะได้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต ในยุคที่สังคมวัตถุกำลังคุกคามจิตใจ คนที่หาเช้ากินค่ำไม่ได้ก็กลายเป็นโจรเป็นปัญหาทางสังคม จะอยู่บ้านเล็กๆ นอนในรถเข็นก็มีความสุขได้ คนจะมองอย่างไรก็เรื่องของเขา เรายึดความดี ความจริงในจิตใจของเรา”
ในขณะที่สังคมทางวัตถุนิยมได้กลืนกินความดีงามของมนุษย์ไปอย่างรวดเร็วและไม่รู้ว่าจะหยุดลงได้ที่ตรงไหน ในถนนเล็กๆแห่งหนึ่ง ชายผู้ไร้ซึ่งเงินทอง การศึกษา หรือแม้กระทั่งที่พักอาศัย กลับพบกับแก่นแท้แห่งความสุขชีวิตได้ ด้วยศรัทธาแห่งหลักธรรมคำสอนและความรักต่อเพื่อนร่วมโลกต่างสายพันธุ์ แม้ไร้ซึ่งวัตถุนิยมแต่สิ่งที่ค้นพบนั้น มีค่าเกินกว่าที่เงินทองจะสามารถหาซื้อได้
กว่า 41918 คนที่ได้อ่านเรื่องราวนี้จาก http://hilight.kapook.com/view/26916 ก็เลยทำให้ทีมงานปริ้นเรื่องราว
"ลุงได้รับข่าวสารและข้อมูลที่ทีมงานทำและนำมาให้ลุงอ่านดู ลุงรู้สึกชื่นชมว่าเรื่องที่ไม่น่าสนใจ คนที่ไม่น่าสนใจ แต่ทีมงานกลับนำเรื่องที่ไม่น่าใส่ใจเหล่านี้ ไปเผยแผ่ให้คนได้รับรู้
สำหรับคนที่ตอบรับ ให้ความคิดเห็นกับลุงมาในเเง่อย่างนี้ก็แสดงว่าสังคมเราไม่ใช่อยู่เเต่ในโลกฝ่ายมืดฝ่าย เดียว แต่ต้องการความสว่าง เพื่อให้การดำรงชีวิตความเป็นอยู่ของผู้เเสดงความคิดเห็นในเเง่ที่ดีนี้ นำไปประพฤติปฏิบัติเพื่อความสุขสงบร่มเย็นอย่างเเท้จริงเพื่อเข้าถึงเเก่นที่เรียกว่า เป็นความสุขที่ เป็นเเก่นสารเเละเป็นสาระ"
ขอขอบคุณ สำหรับบทความที่มีคุณค่ายิ่ง จาก http://www.thaicenternews.com/ |



ในวันที่ใครหลายคนยึดติดกับความสะดวกสบายโดยใช้วัตถุนิยมทั้งหลายเป็นเครื่องชี้วัดถึง การประสบความสำเร็จในชีวิต แต่กับบางคนแม้ไร้ซึ่งปัจจัยอันเป็นสาระสำคัญในการดำเนินชีวิตอย่างเงินตรา หรือที่พักอาศัยอันเป็นแหล่งพักพิงกายจากความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าในแต่ละวัน 





















